ค้นหา
  • Droprich-Shop

การทำการตลาดแบบ affliliate ต่างกับ ดรอปชิปอย่างไร?

อัปเดตเมื่อ 22 พ.ย. 2564

Affiliate Marketing VS Dropshipping



คุณควรเริ่มต้นทำการตลาดแบบไหน?

หากคุณกำลังทำงานหรือกำลังพิจารณาที่จะเริ่มทำงานในการตลาดแบบ Affiliate Marketing คุณอาจเคยพบรูปแบบของการตลาดแบบอื่น เช่น ดรอปชิป ซึ่งมักจะถูกเปรียบเทียบกับการตลาดแบบ Affiliate เห็นได้จากการพูดคุยกันอย่างดุเดือดในฟอรัมของ Affiliate ในบริบทของการทำการตลาดและการทำกำไรได้มากกว่า เนื่องด้วยการทำการตลาดแบบ Affiliate เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาของสาธารณชนบ่อยขึ้น ผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นธุรกิจแบบ Affiliate จะเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า

การดรอปชิปคืออะไร และแตกต่างกันอย่างไร

และมันไม่ง่ายตั้งแต่แรกเห็น ในรูปแบบธุรกิจทั้งสองแบบ คุณโปรโมทผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้เป็นของคุณ ในทั้งสองกรณี คุณไม่ต้องรับผิดชอบในการจัดส่งผลิตภัณฑ์และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ แต่รับผิดชอบในกระบวนการทางการตลาดทั้งหมดและการส่งเสริมการขายทั้งหมด


ลักษณะที่การตลาดแบบ Affiliate Marketing และ Dropshipping มีเหมือนกันคือ :

- ความรับผิดชอบในการโปรโมทส่งเสริมผลิตภัณฑ์ - ไม่ต้องรับผิดชอบในการสต๊อกสินค้าหรือการขนส่ง - โอกาสสร้างรายได้ไม่รู้จบสำหรับธุรกิจทั้งสองรูปแบบ - ค่อนข้างรวดเร็วในการจัดตั้งและเปิดตัวธุรกิจ - โมเดลธุรกิจมีความเสี่ยงต่ำ - ไม่ต้องลงทุนสูง

มีหลายสิ่งหลายอย่างที่เหมือนกันแล้วอะไรที่ทำให้ Affiliate Marketing และ Dropshipping แตกต่างกัน?

ความแตกต่างหลักอยู่ในรูปแบบค่าตอบแทน การตลาดแบบ Affiliate Marketing จะได้รับค่าคอมมิชชั่นจากจำนวนลูกค้าที่สร้างขึ้น ในขณะที่ดรอปชิปปิ้ง คุณสามารถใส่ราคาของคุณเองลงบนผลิตภัณฑ์ และรายได้ของคุณคือค่าส่วนต่างจากราคาที่บริษัทกำหนดและราคาที่คุณขาย

โมเดล ดรอปชิป

การ dropshipping คุณสามารถขายสินค้าจากผู้ขายหลายรายบนเว็บไซต์ของคุณเอง ลักษณะเด่นในรูปแบบธุรกิจนี้ คือ คุณมีอำนาจต่อรองราคาต้นทุนของผลิตภัณฑ์และกำหนดราคาขายของคุณเองได้ ด้วยวิธีนี้ ทำให้คุณกำหนดขนาดของค่าคอมมิชชั่นที่คุณจะได้รับได้

คุณสามารถทำรูปแบบการทำดรอปชิปได้ด้วยวิธีต่อไปนี้:

- คุณกำหนดราคาสำหรับสินค้า ตัวอย่างเช่น แทนที่จะขายมูลค่าจริงของผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า 20 บาท คุณตัดสินใจขายในราคา 30 บาท - ผู้บริโภคสั่งซื้อและจ่ายราคาขายปลีกให้คุณ 30 บาท - คุณส่งต่อคำสั่งซื้อนี้ไปยังผู้ขายและชำระเงินขายส่ง 20 บาท - ผู้ขายจัดส่งสินค้าไปยังผู้บริโภค และคุณเก็บส่วนต่างของคุณไว้ที่ 10 บาท เป็นค่าคอมมิชชั่นการขาย

รูปแบบการตลาดแบบ Affiliate Marketing การตลาดแบบ Affiliate คือรูปแบบการโฆษณา โดยที่บริษัทมีข้อตกลงกับนักการตลาดในการดึงดูดความสนใจของลูกค้าไปยังผลิตภัณฑ์หรือบริการของบริษัท ในทางกลับกัน การตลาดแบบ Affiliate จะได้รับเงินจากการทำการตลาดดังกล่าว ไม่สามารถกำหนดค่าคอมมิชชั่น ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดและเงื่อนไขของบนิษัทที่จะกำหนดเท่านั้น

แล้วการตลาดแบบ Affiliate ต้องทำอย่างไรบ้าง:

  1. คุณมีลิงค์และทำการโปรโมทผลิตภัณฑ์

  2. ผู้บริโภคคลิกลิงก์และตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์

  3. คุณได้รับค่าคอมมิชชั่นจากทุกการสั่งซื้อของลูกค้า

Dropshipping Vs Affiliate Marketing

สำหรับผู้มาใหม่ทั้งหมด การเลือกระหว่างการตลาดแบบ "โปรโมทลิ้งค์" กับ "ดรอปชิป" อาจเป็นเรื่องยากมาก ภายนอกอาจดูเหมือนว่าความแตกต่างเพียงเล็กน้อย ด้านอื่นๆส่วนใหญ่ก็เหมือนกันหมด แล้วทำไมไม่เลือกแบบที่ทำกำไรได้มากกว่า? แต่ในความเป็นจริงมันซับซ้อนกว่านั้น ข้อแตกต่างด้านค่าตอบแทนเป็นเพียงส่วนเล็กของภูเขาน้ำแข็ง หลายสิ่งหลายอย่างไม่ปรากฏชัดตั้งแต่แรกเห็น แต่เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะต้องคำนึงถึง


Affiliate Marketing & Dropshipping: คุณควรเริ่มด้วยอันไหน


ข้อดีการทำ ดรอปชิป

  • จ่ายทันที

ในรูปแบบการดรอปชิปปิ้ง คุณไม่ต้องสะสมยอดขายจำนวนมาก ไม่มีการกำหนดเป้ายอดขาย ด้วยวิธีนี้ การดรอปชิปจะแตกต่าง (และดีกว่า) เมื่อเทียบกับการตลาดแบบ Affiliate คุณจะไม่เสี่ยงที่จะถูกทิ้งไว้โดยไม่มีรายได้ ในกรณีที่คุณทำยอดขายไม่ถึงจำนวนที่กำหนด คุณสามารถถอนเงินจากการขายครั้งแรกได้เลยหลังจากที่ลูกค้าจ่ายราคาขายปลีกให้คุณ

  • โอกาสที่จะได้รับรายได้มากขึ้น

เนื่องจากคุณสามารถจัดการราคาในดรอปชิปได้ โอกาสของคุณที่จะได้รับมากขึ้นต่อหนึ่งรายการจึงค่อนข้างสูงขึ้น แต่จะไม่มีแบบนี้ในการตลาดแบบ Affiliate ที่คุณจะได้รับเปอร์เซ็นต์จากการขาย ในการทำดรอปชิป คุณจะได้รับค่าตอบแทนจากการเพิ่มราคาของผลิตภัณฑ์ คุณสามารถเพิ่มรายได้ของคุณได้จากจุดนี้

  • มีโอกาสที่ลูกค้าเดิมจะกลับมาซื้อซ้ำ

คุณสามารถจัดการร้านค้าออนไลน์บนเว็บไซต์ของคุณ โดยใช้การกำหนดเป้าหมายเก่าและใหม่และติดตามผู้เยี่ยมชมเวปไซด์ของคุณจนกว่าพวกเขาจะทำการซื้อจนสำเร็จ แต่การตลาดแบบ Affiliate คุณไม่มีตัวเลือกนี้ เนื่องจากลูกค้ามีโอกาสเยี่ยมชมไปยังเว็บไซต์ของบุคคลอื่น

ข้อเสียการทำ ดรอปชิป

  • ต้องมีการสนับสนุนลูกค้า

เว็บไซต์ Dropshipping ใช้สำหรับร้านค้าอีคอมเมิร์ซ ดังนั้นเมื่อลูกค้าซื้อของคุณ พวกเขาจะคิดว่าพวกเขาซื้อโดยตรงจากผู้ขาย หากคุณตัดสินใจที่จะใช้ dropshipping ให้เตรียมพร้อมที่คุณจะต้องให้การสนับสนุนลูกค้า และนี่คือความรับผิดชอบเพิ่มเติม แต่โชคดีที่ทุกวันนี้มีทางเลือกมากมายเพื่อช่วยลดภาระงานของคุณ คุณสามารถใช้ outsource ในการการสื่อสารกับลูกค้า ฟรีแลนซ์ หรือหน่วยงานเฉพาะทาง – โชคดีที่ทุกวันนี้มีตัวเลือกมากมาย

  • กลุ่มเป้าหมายที่เล็กลง – กระตุ้นนักช้อป

Dropshipping ส่วนใหญ่การซื้อจะขึ้นอยู่กับข้อเสนอ ผู้คนจำนวนมากมักจะเปรียบเทียบผลิตภัณฑ์เพื่อค้นหาข้อเสนอที่ดีที่สุด ในกรณีนี้ พวกเขาจะไม่สั่งซื้อจากคุณ ทำไมพวกเขาจะจ่ายเงินมากเกินไป? ดังนั้น dropshippers จึงต้องคิดหาวิธีใหม่ๆ เพื่อทำให้ผู้คนตกหลุมรักผลิตภัณฑ์และสั่งซื้อทันที

นอกจากนี้ ความสำเร็จของคุณในดรอปชิปนั้นขึ้นอยู่กับบริษัทที่คุณเลือก หากคุณเลือกบริษัทที่มีคนทำเยอะอยู่แล้ว คุณจะไม่มีความยืดหยุ่นในการกำหนดราคาของคุณ ในทางตรงกันข้าม คุณจะต้องตั้งราคาให้ต่ำลงเพื่อให้โดดเด่นท่ามกลางคู่แข่ง

  • ข้อเสียเกี่ยวกับการขนส่ง

การร้องเรียนเกี่ยวกับเวลาจัดส่งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ได้หมายความว่าปัญหาในการจัดส่งจะเกิดขึ้นเสมอ แต่มักจะไม่เป็นไปตามที่คุณสัญญาไว้กับลูกค้า

ความล่าช้าในการจัดส่งเกิดขึ้นเนื่องจากการตัดสินใจของซัพพลายเออร์ในการจัดส่งสินค้าตามความสะดวกของพวกเขา และบางครั้งอาจเกิดความล่าช้าสองสามวันหรือหลายวัน และแม้ว่าคุณจะมีรหัสคำสั่งซื้อสำหรับการจัดส่ง แต่เป็นเวลาหลายวัน คุณจะยังคงไม่รู้สถานะการสั่งซื้อของคุณ

ไม่ใช่แค่ปัญหาของ dropshippers เท่านั้น แต่ยังเป็นปัญหาของซัพพลายเออร์อีกด้วย ข้อแตกต่างคือเป็น dropshipper ที่ได้รับอีเมลเชิงลบจำนวนมากและเสี่ยงต่อการสูญเสียลูกค้า พวกเขาอาจซื้อสินค้าจากซัพพลายเออร์รายเดียวกันต่อไปโดยไม่รู้ตัว แต่พวกเขาจะสั่งผ่าน dropshipper อื่น การจัดส่งล่าช้าและผลที่ตามมาอาจเป็นหนึ่งในสิ่งที่น่าท้อใจที่สุดเกี่ยวกับการทำดรอปชิป


ข้อดีของการตลาดแบบ Affiliate ตัวแทนจําหน่ายไม่สต๊อกสินค้า


affiliate marketing คืออะไร?
การตลาดรูปแบบใหม่ โปรโมทลิ้งค์ ขายสินค้าได้รับกำไร 40-70%

  • ลูกค้าไม่ต้องการการสนับสนุน

ในการตลาดแบบ Affiliate คุณไม่ต้องมีหน้าที่ในการบริการลูกค้า ลูกค้าไม่ได้ซื้อจากคุณ บทบาทของคุณเป็นนักการตลาดในการโปรโมทผลิตภัณฑ์มากกว่า เนื่องจากลูกค้าซื้อจากผู้ขาย พวกเขาไม่ได้คาดหวังให้คุณให้การสนับสนุนลูกค้าใดๆ ดังนั้นเมื่อมีคนซื้อสินค้าผ่านลิงค์ของคุณ งานของคุณก็เสร็จสิ้น แทนที่จะสร้างปัญหาให้กับการจัดการการสนับสนุนลูกค้า คุณต้องควบคุมเวลาและความพยายามของคุณในการสร้างกลยุทธ์การโปรโมทที่แข็งแกร่งขึ้นเพื่อดึงดูดและให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำมากขึ้น

  • เริ่มต้นง่าย

เช่นเดียวกันกับ dropshipping คุณไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำสั่งซื้อ ปัญหาเกี่ยวกับสต็อก และปัญหาการจัดส่งใดๆ และยิ่งไปกว่านั้น คุณไม่จำเป็นต้องตั้งระบบร้านค้าของคุณเองหรือกังวลเกี่ยวกับการซื้อโดเมน คุณแค่เข้าร่วมธุระกิจกับบริษัทต่างๆ เช่น Clickbank, Amazon Associates, ShareASale รับข้อเสนอและเริ่มโปรโมทพวกเขา ค่าใช้จ่ายหลักของคุณจะเกี่ยวข้องกับต้นทุนทางการตลาดเป็นหลัก

  • วิธีที่ยอดเยี่ยมในการสร้างรายได้แบบ passive

ดูเหมือนจะเป็นเรื่องโกหกถ้าจะบอกว่าการตลาดแบบ Affiliate เป็นการสร้างรายได้แบบ passive income แต่มันสามารถเป็นไปได้ เมื่อคุณลงทุนในการโปรโมทแบรนด์ของคุณและค้นหากลยุทธ์ทางการตลาดที่ดีที่สุดสำหรับการโปรโมทผลิตภัณฑ์แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดก็เสร็จเรียบร้อย หลังจากนั้น คุณสามารถให้โฆษณาแบบชำระเงินทำงานในเบื้องหลัง และให้แบรนด์ของคุณขายตัวมันเองจนเป็นที่จดจำ ข้อเสียของการตลาดแบบ Affiliate

  • ค่าคอมมิชชั่นคงที่

คุณไม่สามารถควบคุมจำนวนเงินที่จ่ายได้เหมือนในดรอปชิปปิ้ง คุณจะได้รับค่าคอมมิชชั่นคงที่จากโอกาสในการขายที่คุณนำมาเท่านั้น แต่คุณสามารถใช้เงินเพื่อดึงดูดลูกค้า เพื่อสร้างค่าคอมมิชชั่นให้มากขึ้นได้ แบบใช้เงินต่อเงิน

ทางเลือกเดียวที่จะได้รับมากขึ้นในตลาดแบบ Affiliate คือการทำงานให้ดีขึ้น บางบริษัทอาจกระตุ้นให้คุณมีรายได้มากขึ้นมากขึ้นโดยการจ่ายโบนัสให้เมื่อผลงานถึงเป้าที่กำหนด

  • ลิงค์การตลาดของคุณสามารถลบออกได้

เนื่องจากหลายคนไม่เข้าใจลักษณะของการตลาดแบบ Affiliate พวกเขามักจะมองว่า Affiliate เป็นการหาลูกค้าแบบตัวเองต้องจ่ายเพิ่ม– ทั้งที่ความจริงแล้วมันไม่เป็นความจริงเลย เราจ่ายค่าบริการของสินค้าเท่าเดิม แต่กำไรบางส่วนจะแบ่งให้กับผู้ที่โปรโมทสินค้านั้นๆ ซึ่งจะเป็นการลดกำไรให้กับเจ้าของแบรนด์ไปให้กับผู้ที่ทำการตลาดเพื่อให้สินค้าขายได้นั่นเอง

ด้วยวิธีนี้ เมื่อลูกค้าเห็นลิงค์ พวกเขาจะสงสัยทันทีว่าคุณจะมาขโมยข้อมูลลูกต้า เว้นแต่คุณจะใช้ตัวย่อลิงค์เพื่อปกปิดลิงค์ของคุณ ลูกค้าอาจจะคิดว่า หากซื้อสินค้าจากลิงค์นี้จะต้องจ่ายมากขึ้น ดังนั้นพวกเขาจึงลบส่วนหนึ่งที่มีโค้ดออก แล้วไปซื้อที่เว็บไซต์โดยตรง

บทสรุป เมื่ออ่านข้อดีและข้อเสียของทั้งสองรูปแบบธุรกิจแล้ว คุณอาจต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อเลือกแบบใดแบบหนึ่ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นคุณสามารถสร้างรายได้อย่างมหาศาลจากการทำการตลาดทั้งสองแบบ

หากคุณตัดสินใจที่จะทำการตลาดแบบ Affiliate เราสามารถช่วยจัดหาโปรแกรมที่พิสูจน์แล้วว่าง่ายและสร้างผลกำไรได้จริง หากคุณพิจารณาที่จะเริ่มต้นกับเรา เรายินดีที่จะแจ้งให้คุณทราบเพิ่มเติมและดำเนินการพาคุณสร้างรายได้ตามกระบวนการสร้างรายได้ทั้งหมด

หากใครสนใจที่จะสร้างรายได้รูปแบบ Affiliate marketing หรือการขายสินค้าด้วยการโปรโมทลิ้งค์เป็น ตัวแทนจําหน่ายไม่สต๊อกสินค้าไม่ต้องลงทุนสามารถเข้าไปทำได้ที่ https://www.droprich-shop.com


สนใจสร้างธุรกิจกับ Droprich (ดรอปริช) เป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้าสุขภาพและความงามกว่า 50 แบรนด์ดัง เหมาะกับคนที่ต้องการ

  1. สร้างรายได้แต่ขาดโอกาส ไม่มีเงินลงทุนทำธุรกิจ

  2. หารายได้เสริมออนไลน์

  3. หางานออนไลน์ทําที่บ้าน

  4. ขายสินค้าผ่านช่องทางของตัวเอง

  5. เป็นตัวแทนจําหน่ายไม่สต๊อกสินค้า

แอดไลน์เพื่อสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ Line ID: @droprich-shop ศึกษารายละเอียดการทำ affiliate marketing ได้ที่ https://www.droprich-shop.com/ Droprich (ดรอปริช) รับสมัครตัวแทนจําหน่ายไม่สต๊อกสินค้า

มีกลุ่มสอนวิธีคิด วิธีทำการตลาดให้ฟรี !! ยินดีต้อนรับคนที่อยากสร้างธุรกิจจริงจัง อยากประสบความสำเร็จจริงๆ

ดู 36 ครั้ง0 ความคิดเห็น